รายละเอียดบทความ
| คีเฟอร์ (บัวหิมะทิเบต) บทสรุปเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแนวใหม่ |
|
> วิธีการเลี้ยง Kefir (ทำนมเปรี้ยว/โยเกิร์ต) คลิกที่นี่
นอกจากการดื่มนมสดแล้ว มนุษย์ยังรู้จักการนำนมไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ โดยการหมักด้วยจุลินทรีย์หลากหลายชนิด ได้แก่ โยเกิร์ต (Yogurt) บัตเตอร์มิลค์ (Butter milk) ครีมเปรี้ยว (Sour cream) เนยแข็ง (Cheese) คูมิส (Kumiss) acidophilus milk และอื่นๆ อีกมากมาย โดยผลิตภัณฑ์นมหมักที่จะนำมาให้รู้จักกันในวันนี้ คือ “คีเฟอร์ (Kefir)”
คีเฟอร์คืออะไร
คีเฟอร์ เป็นอาหารแบบโปรไบโอติก หรือ อาหารเสริมซึ่งมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คีเฟอร์นั้นจะคล้ายๆกับโยเกิร์ต แต่ต่างกันในเรื่องหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก จึงทำให้ได้นมหมักที่มีคุณค่าอาหารและรสชาติที่ต่างกัน
ต้นกำเนิดของคีเฟอร์
คีเฟอร์ เป็นคำที่มาจากภาษาตุรกีหมายถึง “ทำให้รู้สึกดี” เนื่องจากรสชาติที่มีรสเปรี้ยวและมีแอลกอฮอล์อยู่เล็กน้อย จึงทำให้รู้สึกสดชื่น สำหรับชาวไทยคีเฟอร์เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “บัวหิมะธิเบต” มีต้นกำเนิดจากที่ราบตอนเหนือของเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) หลายศตวรรษนานมาแล้วที่ชาวคอเคเซียนได้ค้นพบว่า การนำนมสดเก็บไว้ในถุงหนังสัตว์จะเกิดการหมักเป็นเครื่องดื่มที่มีฟอง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันชาวคอเคเซียนยังคงผลิตคีเฟอร์จากนมแกะเพื่อทำเป็นเครื่องดื่ม และนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวคอเคเซียนนั้นมีอายุยืนและมีสุขภาพที่แข็งแรง และจากเหตุผลนี้เองจึงทำให้ผู้คนจากประเทศต่างๆ ตื่นตัวและหันมาสนใจคีเฟอร์กันมากมาย
หัวเชื้อจุลินทรีย์ หรือ kefir grain
คีเฟอร์ (Kefir) เกิดจากการหมักนมกับหัวเชื้อจุลินทรียที่เรียกว่าคีเฟอร์เกรน (kefir grain) โดยคีเฟอร์เกรน เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการรวมกันระหว่างแบคทีเรียและยีสต์หลากหลายสายพันธุ์ มาอยู่รวมกันแบบพึ่งพา
อาศัย (symbiotic) โดยแบคทีเรียเป็นประเภทแบคทีเรียกรดแลคติก (Lactic acid bacteria) และ ยีสต์ตัวเด่นก็คือ Saccharomyces exiguus หรือ S. kefir การอยู่รวมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดนี้ทำให้คีเฟอร์เกรนมีลักษณะคล้ายวุ้นที่รวมตัวกันเป็นก้อน เหมือนเห็ดหูหนูขาวหรือดอกกระหล่ำ มีสีขาวจนถึงเหลืองอ่อน ขนาดเล็กเท่ากับเมล็ดข้าวหรืออาจใหญ่เท่ากับผลวอลนัท การที่คีเฟอร์เกรนมีลักษณะเป็นก้อนวุ้นเนื่องจากผลผลิตประเภทพอลีแซคคาไรด์จากจุลินทรีย์ Leuconostoc spp ในคีเฟอร์เกรน ทำให้แบคทีเรียและยีสต์ทั้งหมด สามารถยึดเกาะกันได้ นอกจากนี้คีเฟอร์เกรน ยังถือว่าเป็นแหล่งของโปรตีน สารอินทรีย์จำพวกไขมัน และน้ำตาล อีกด้วย
จากตารางทั้ง2 แสดงให้เห็นว่าในคีเฟอร์มีจำนวนแบคทีเรียและยีสต์ที่มีคุณประโยชน์มากกว่าที่พบในโยเกิร์ตทั่วไป และ สายพันธุ์เหล่านี้ มีความทนทานกว่ามาก เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ในโยเกิร์ต ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว มักตายไปเป็นจำนวนมากก่อนจะไปถึงลำไส้ของเราอีกด้วย
คุณค่าสารอาหารจากเครื่องดื่มคีเฟอร์
จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่าเครื่องดื่มคีเฟอร์อุดมสมบูรณ์ไปด้วยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น
- ทริปโตเฟน (Triptophan) ช่วยในการทํางานของระบบประสาท
- แคลเซียม และ แมกนีเซียม ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันการเป็นตะคริว
- ฟอสฟอรัส ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารพวกน้ำตาล, ไขมัน และโปรตีน เพื่อให้ได้พลังงานไปใช้ ในการเจริญเติบโตของเซลล์
- วิตามิน B1, B12 และวิตามิน K ซึ่งช่วยให้การทํางานของตับ, ไต, ระบบประสาท และผิวพรรณสดชื่น
- กรดฟอลิก (Folic acid หรือ โฟเลท หรือ B9 ) จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์ เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญโปรตีนและการย่อยอาหาร รักษาโรคโลหิตจาง ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลาย
- กรดมะนาว (Citric acid), กรดแลคติก (Lactic acid) และกรดมะขาม (Tartaric acid)
- คาร์บอนไดออกไซด์ และ เอทธานอลเล็กน้อย
- สารที่ให้กลิ่นหอม ได้แก่ ไดอะซิทิล และอะซีทัลดีไฮด์
แผนภูมิแสดงประโยชน์ที่เกิดขึ้นเมื่อดื่มคีเฟอร์
ตารางแสดงสารอาหารต่างๆที่พบในคีเฟอร์
คีเฟอร์จะมีกลิ่นอ่อนๆ ของยีสต์ซึ่งคล้ายกลิ่นเบียร์ และมีรสชาติที่มีความเป็นเอกลักษณ์ อันเกิดจากการผสมผสานรสชาติทั้งมันและเปรี้ยวอย่างลงตัว อีกทั้งยังมีรสชาติของแอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มความกลมกล่อม และถือเป็นคุณสมบัติอันโดดเด่นที่หาจากโยเกิร์ตไม่ได้ โดยความเปรี้ยวเป็นผลมาจากกรดแลคติค ซึ่งเป็นผลผลิตจากการหมักแลคโทส หรือน้ำตาลในนมโดยแบคทีเรียแลคติค ส่วนแอลกอฮอล์และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นั้นได้มาจากการหมักโดยยีสต์ ซึ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ก่อให้เกิดฟองในเครื่องดื่มคีเฟอร์ ส่วนปริมาณแอลกอฮอร์ที่พบโดยเฉลี่ยมีประมาณ 0.08% - 2% โดยการหมักทิ้งไว้ 1 วันจะทำให้เกิดแอลกอฮอร์ 0.08-0.1% และจะมีเพิ่มขึ้นเป็น 2% และอาจถึง 3% ในกรณีที่ทิ้งให้เกิดการหมักเป็นเวลาหลายวัน
ประโยชน์จากการดื่มคีเฟอร์
คีเฟอร์เกรน มีเอนไซม์ที่เป็นมิตรกับจุลชีพในร่างกายมนุษย์ ทำให้เสริมความสมดุลย์ภายในได้ดี เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ต้านทานต่อโรคและช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้คีเฟอร์ยังช่วยบำบัดอาการที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ได้แก่ ลดกรดในกระเพาะ ระบบการย่อยในลำไส้ ช่วยควบคุมน้ำหนัก การเผาผลาญภายในร่างกาย โรคหัวใจขาดเลือด ภูมิแพ้ โรคปอดแข็งที่เกิดร่วมกับวัณโรค เป็นต้น
จากการศึกษาพบว่า แบคทีเรีย Lactobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus หรือ L. kefir ในคีเฟอร์เกรน สามารถสร้างสารโพลีแซคคาไรด์ที่สามารถละลายน้ำได้ หรือ สารkefiran ที่เป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้างคีเฟอร์เกรน มีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในซีรัมของหนู ในคนพบว่าเมื่อดื่มคีเฟอร์ในปริมาณ 500 มิลลิลิตรต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลง อันเนื่องมาจากแบคทีเรียสกุล Lactococcal ในคีเฟอร์จะเป็น ตัวเพิ่มสายโมเลกุล ของกรดไขมันแบบสายโมเลกุลสั้น ซึ่งกรดไขมันสายโมเลกุลสั้นนั้น จะเป็นตัวไปลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือด หรือยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลในตับ และนำคอเลสเตอรอลจากน้ำเลือด ไปเก็บไว้ในตับได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าคนที่ดื่มคีเฟอร์จะทําให้ระบบการขับถ่ายดี ลําไส้บีบตัวได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทําให้มีสุขภาพดีขึ้น อีกทั้งเป็นสารต้านพิษจากแบคทีเรีย ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย รวมทั้งยังช่วยลดอาการเครียดหรือปัญหาการนอนไม่หลับอีกด้วย
มีงานวิจัยอีกมากมาย ซึ่งยืนยันว่าการดื่มคีเฟอร์สามารถยับยั้งหรือลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและเนื้องอกได้ โดยมีการทดลองใช้กับผู้ป่วยเอดส์, เริม, มะเร็ง พบว่าสามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และลดปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด (ข้อมูลอ้างอิงจาก Tamai, Yoshimitsu, Watanabe, Kuwabara, and Nagai, 1996) นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกับหนู พบว่า สามารถยับยั้งเนื้องอกและมะเร็งปอดช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว ช่วยลดอาการแพ้ยาหรือเซรุ่ม และยับยั้งการแพร่กระจายของโรค
เครื่องดื่มคีเฟอร์เหมาะสำหรับใครบ้าง
เครื่องดื่มคีเฟอร์นี้ เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย และบุคคลที่มีปัญหาดังนี้
- คนที่ดื่มนมแล้วท้องเสีย (Lactose intolerance) เพราะร่างกายไม่สามารถย่อยแลคโทสในนมได้ ทั้งนี้เพราะจุลินทรีย์ในคีเฟอร์จะย่อยแลคโทสในนม จึงสามารถกินได้โดยไม่มีอาการใดๆ
- คนที่มีปัญหาการขับถ่าย ถ่ายยาก หรือไม่สามารถถ่ายเองได้ต้องพึ่งยาถ่าย เพราะการดื่มคีเฟอร์จะช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ
- สตรีมีครรภ์ เพราะเครื่องดื่มคีเฟอร์นั้นอุดมไปด้วยกรดฟอลิก ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์ อีกทั้งยังมี แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
- ทารกที่คลอดก่อนกำหนด เพราะเครื่องดื่มคีเฟอร์มีโปรตีนมากกว่า 3.5% และอุดมไปด้วยวิตามิน B 12, B 13 วิตามินเอ, B 1 วิตามินซี และวิตามินเอช มีผลต่อกรดไขมันในเลือด ทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ของทารกที่คลอดก่อนกำหนด ช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่าง และลดไข้
- บุคคลที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
- บุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยหรือเป็นโรคกระเพาะ เพราะเครื่องดื่มคีเฟอร์จะเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยและรักษาแผลในกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น
- บุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้า เช่น จุดด่างดำ, รูขุมขนกว้าง, สิวอักเสบ, ริ้วรอย และความหมองคล้ำ โดยนำคีเฟอร์มาพอกบนใบหน้าจะช่วยขจัดปัญหาเหล่านี้ อีกทั้งทําให้ใบหน้าขาวใสขึ้น ผิวหน้าจะตึงดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น และช่วยทำให้เครื่องสำอางติดหน้ามากขึ้นอีกด้วย
- คนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและเนื้องอก เพราะเครื่องดื่มคีเฟอร์ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง
- บุคคลที่อยู่ในสภาวะตึงเครียด และนอนไม่หลับ หรือหลับยาก เพราะเครื่องดื่มคีเฟอร์ช่วยทำลดความเครียด บรรเทาอาการเหนื่อย ทำให้หลับได้ง่ายขึ้น
- คนที่เป็นโรคหัวใจ, ความดันโลหิต และคลอเรสเตอรอล
- บุคคลที่มีปัญหาเรื่องตับ, ม้าม และปอด
หมายเหตุ: บทความนี้ ผู้เขียนได้ทำการสรุปเนื้อหาจากเว็บไซด์ต่างๆทั้งจากภาคภาษาไทย และภาคภาษาอังกฤษ และทำการเรียบเรียงใหม่ หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วย
เว็บไซด์อ้างอิงข้อมูล
|
| ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : คีเฟอร์ (บัวหิมะทิเบต) บทสรุปเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแนวใหม่ |
| ผู้ลงบทความ : ร้าน โน๊ต~นัดกะ~มิ้ง |
































